5 ข้อ อัพเดตอย่างเป็นทางการ ผลการเข้าร่วมเวทีเจรจาโลกร้อน COP29 ของคณะผู้แทนไทย จากทีมเจรจากรมโลกร้อน และก้าวต่อไปของภาครัฐ

พร้อมทรรศนะจากภาคประชาสังคมไทย ว่าด้วย “COP29 สะท้อน ความไม่เป็นธรรมทางภูมิอากาศ” อย่างไร และจะทำให้เป็นธรรมมากขึ้นได้อย่างไร มุมมองน่าสนใจทั้งจากผู้แทน กรีนพีซ ประเทศไทย Climate Watch Thailand และ Thai Climate Justice for All และมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม  

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงานจากเวที Dialogue Forum สำนักข่าวบางกอกทรีบูน วันนี้ (12 ธ.ค. 2567)

5 อัพเดตผลเจรจา กรมโลกร้อน 

“ผลลัพธ์การประชุม COP29 ที่ผ่านมาสรุป 5 เรื่องที่น่าสนใจ ได้แก่

1. เป้าหมายการเงินใหม่ที่เพิ่มจาก 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐเป็น 3 แสนล้านเหรียญ และจะมีการะดมให้ได้ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 2035 โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเป็นผู้นำในการระดมทุน นอกจากนี้ก็มีการพูดคุยการให้เงินหลากหลายทั้ง ให้เปล่า เงินกู้ ผ่านทางเอกชน และช่องทางการเข้าถึงเงินส่วนนี้ก็จะต้องไม่ซับซ้อนจนเกินไป

2. กองทุนความสูญเสียและความเสียหาย ก็มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการบริหารกองทุนคนแรกแล้ว โดยจะเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการในปี 2025 จัดตั้งคณะกรรมการกองทุนฯ ที่ฟิลิปปินส์

3. ในส่วนการยกระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีการเน้นให้ลดการปล่อยให้ได้ร้อยละ 43 ภายในปี 2030 ร้อยละ 60 ภายในปี 2035 จากระดับการปล่อยในปี 2019 ส่วนเป้าหมาย Net Zero จะอยู่ที่ปี 2050

4. เป้าหมายการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก เห็นชอบแนวทางในการพัฒนาตัวชี้วัด ด้านการปรับตัวฯ ตามกรอบแผนงาน UAE-Belém ให้ตัวชี้วัดด้านการปรับตัวฯ มีความเชื่อมโยงระหว่างสาขาและครอบคลุมทุกมิติ

5. ส่วนกลไกคาร์บอนเครดิตมีการพูดคุยเกี่ยวกับ article 6.2 ประเด็นเชิงเทคนิคของการถ่ายโอนผลการลด GHG 6.4 ให้โครงการ CDM ภาคป่าไม้ถ่ายโอนสู่กลไกนี้ 6.8 บูรณาการโครงการปรับตัวฯ ลดก๊าซฯ และความหลากหลายทางชีวภาพ”

วันทนีย์ ละลี ผู้อำนวยการกลุ่มอนุสัญญาและความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สรุปผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 29 (COP29) ที่เสร็จเสิ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา ภายในเวทีเสวนา “ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ?, ภาพสะท้อนจากภาคประชาสังคม” วันนี้ (12 ธ.ค. 2567) ณ SAE-Junction หอศิลปแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) จัดโดย สำนักข่าว Bangkok Tribune และเครือข่ายพันธมิตร 

ทั้งนี้การประชุม COP29 ที่ผ่านถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้นจากการจัดที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับที่ 18 ของโลก และผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับที่ 24 นอกจากนี้ถึงแม้ว่า COP29 จะถูกเรียกว่าเป็น COP ด้านการเงินแต่ผลสรุปของการประชุมเกี่ยวกับการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศกำลังพัฒนามองว่าจำนวน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (10.2 ล้านล้านบาท) ต่อปีนั้นน้อยเกินไปไม่เพียงพอต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับสิ่งที่ประเทศไทยจะทำต่อไปผู้อำนวยการกลุ่มอนุสัญญาและความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า หน่วยงานฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก พ.ศ.2564-2573 ล่าสุดท่ีประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบวานนี้ จัดทำข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขับเคลื่อนแผนการปรับตัวฯ พร้อมบูรณาการเข้าสู่แผนรายสาขาและพื้นที่ทั้ง 6 สาขา พัฒนาศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่างประเทศ และเร่งผลักดัน พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งตอนนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้วอยู่ระหว่างประมวลผลงานดำเนินงานที่ผ่านมา นอกจากนี้การพัฒนากรอบงานวิจัยในภาพรวมของประเทศและสื่อสารกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทั้งภาคประชาชนและประชาสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางกรมให้ความสำคัญ

ไม่ตอบโจทย์การลดโลกร้อน Net Zero

“แนวคิด Net Zero ที่ถือว่าเป็นแกนกลางในการกำหนดข้อตกลงต่าง ๆ และถือเป็นนโยบายของแต่ละประเทศ ซึ่งแนวคิดนี้ถือว่ามีปัญหามาก แนวคิด Net Zero ไม่ได้ช่วยแก้โลกร้อน ในทางอุดมคติเรื่องนี้แค่เสมอตัวเพราะต่อให้ทำได้สมบูรณ์ที่สุดหักกลบเป็นศูนย์ แต่สิ่งที่เราลืมไปคือที่ปล่อยไปแล้วมันก็อยู่บนฟ้ามหาศาลจะทำอย่างไร ซึ่งในทางปฏิบัติไม่มีทางทำได้ขนาดนั้น ทำได้แค่ลดไปบ้างเล็กน้อย ปริมาณคาร์บอนบนชั้นบรรยากาศในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความหนาแน่นอยู่ที่ 350 ส่วนต่อล้านส่วน แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นถึง 420 ส่วนในล้านส่วน หรือคิดเป็นกว่า 5 แสนล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า Net zero ไม่ตอบคำถามว่าจะเอาคาร์บอนมหาศาลลงมาอย่างไร ถ้ามาแนวนี้ net zero ก็ไม่ช่วยอะไรในการฟื้นโลกคืนสู่สภาวะปกติได้เลย” ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA)

ดร.กฤษฎา กล่าวต่อว่าต่อให้เดินหน้าตามแนวทาง Net Zero อย่างเต็มที่อย่างไรก็ตามไม่มีทางที่จะหักลบการปล่อยได้ทั้งหมด เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บคาร์บอนก็ลดลงได้แค่ 5-10% การปลูกป่าก็ไม่ช่วย เพราะว่าต่อให้ปลูกป่าทั้งโลกก็ดูดกลับได้แค่ 10-20% เท่านั้น ส่วนทะเลที่บอกว่าดูดได้เยอะกว่าบนบกก็มีศักภาพลดคาร์บอนได้แค่ 5-10% เท่านั้น 

“เพราะฉะนั้นการหักกลบลบจากธรรมชาติไม่ช่วย Net Zero ไม่เป็นคำตอบสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก” ดร.กฤษฎา กล่าว

ดร.กฤษฎา มองว่าแนวคิด Net Zero นั้นเป็นแค่เครื่องมือสนับสนุนการตลาดของบริษัทและรัฐบาลที่ยังคงสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น นอกจากนี้เรื่องความเป็นธรรมNet zero ก็ไม่ตอบโจทย์ชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธ์ ชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มเปาะบาง กลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ประโยชน์อะไรจาก Net Zero เลย เม็ดเงินจากการชดเชยคาร์บอนไม่เข้าถึงคนเหล่านี้

“แล้วเราจะเดินหน้าเพิ่มจำนวนเงิน เพิ่มกองทุนเพื่อ Net Zero ต่อไปเพื่ออะไร เพราะโจทย์ใหญ่อย่าง Phase Out ฟอสซิลไม่ทำ อย่างไรก็ตามหายนะนี้ก็ยังคงเกิดขึ้น จึงเกิดแนวคิด Real Zero ขึ้นมาไม่ใช่ Net Zero” ดร.กฤษฎา กล่าว

ล้มเหลวและน่าผิดหวัง

“COP29 เหมือนเป็นการบรรลุข้อตกลงที่ถูกยกย่องแต่ไม่รู้ว่าใครยกย่อง แต่ไม่ใช่ภาคประชาสังคมแน่ การเจรจามีปัญหาหลายด้านอย่างการบรรลุข้อตกลงแย่ ๆ ว่าด้วยเรื่องคาร์บอนเครดิตตั้งแต่วันแรก ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดี อีกเรื่องที่ไม่ไปไหนเลยคือ NDC แผนนำทางลดก๊าซเรือนกระจก และการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลก็ไม่ไปไหนเลย moving away from fossil ก็ไปไม่ถึงไหน ไม่มีความก้าวหน้า เป้าหมายด้านพลังงานที่มาจาก COP28 ก็ไม่ก้าวหน้า” ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซประเทศไทย กล่าว

“COP29 ครั้งนี้ถือเป็นความล้มเหลว ข้อเรียกร้องจากประเทศกำลังพัฒนาที่เรียกร้องด้านการเงินอย่างหนักไม่ประสบผล ถ้าให้สรุปภาคประชาสังคมผิดหวังกันมาก 

เงินเท่าเดิมมันไม่ได้เแล้ว และเรื่องนี้ยิ่งขยับช้าผลกระทบที่จะเกิดก็ยิ่งรุนแรง หากจะ ต้องมีการลงทุนในเรื่องนี้มหาศาล แล้ว 5 ล้านล้านเหรียญต่อปี เรามองว่ามันเป็นไปได้หากประเทศพัฒนาดำเนินการอย่างจริงจัง มีวิธีมากมายที่จะได้เงินมา ทั้งเก็บภาษีคนรวย ประเทศพัฒนาแล้วหยุดทำสงคราม เลิกลงทุนในอุตสากรรมฟอสซิล 

เรามองว่าไม่ใช่ไม่มีเงินแต่มีแต่ไปลงทุนที่อื่น เราจึงต้องทวงหนี้ตรงนี้ให้ได้” วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้อำนวยการบริหาร Climate Watch Thailand กล่าวในเวทีเสวนา

วนัน กล่าวเน้นย้ำเกี่ยวกับเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ว่าเงินจำนวนนี้จะต้องมาจากประเทศพัฒนาแล้วเนื่องจากประเทศเหล่านี้ก่อให้เกิดโลกร้อนจึงต้องรับผิดชอบสิ่งที่ทำมาตั้งแต่ในอดีต และถือเป็นความชอบธรรมจากประเทศกำลังพัฒนากุประเทศที่จะต้องเข้าถึงเงินจำนวนนี้ได้ เพื่อชดใช้ให้กับประเทศกำลังพัฒนา เพราะฉะนั้นเงินจำนวนนี้จึงต้องเป็นเงินให้เปล่าไม่ใช่เงินกู้

“นอกจากนี้สิ่งที่เราต้องจับตาคือที่พูดว่าจะมีเงินเท่านั้นเท่านี้ในความเป็นจริงจะมีจำนวนเงินถึงจำนวนนั้นจริง ๆ หรือไม่ อย่างกองทุน Loss and Damage ที่บอกว่าได้เงินมา 700 กว่าล้าน แต่ในความจริงตอนนี้เงินเข้ามาจริง ๆ 60 กว่าล้านเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากคิดว่าเงินจะได้แล้วภายในปีหน้าคาดว่าคงจะเป็นไปไม่ได้” วนัน กล่าว

คาร์บอนเครดิต : เครื่องมือกลุ่มทุนแย่งยึดทรัพยากร

หนึ่งในสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ กลไกคาร์บอนเครดิต อย่างไรก็ตามกลไกดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความจำเป็น สมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนระดับชาติ (กป.อพช.) กล่าวถึงสถานการณ์คาร์บอนเครดิตในภาคใต้โดยตั้งข้อสังเกตว่ากลไกดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้แต่กลับเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนที่จะเข้าไปคุกคามทรัพยากรในชุมชน  

“ย้อนกลับไปก่อนที่จะยกเลิกสัปทานป่าไม้ ป่าชายเลนอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม พอปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนก็ฟื้นตัว บางที่ก็ฟื้นฟูด้วยตัวเองจากการไม่ถูกคุกคามแล้ว แต่บางที่ชุมชนก็มาช่วยกันมีทบทบาทในการดูแลรักษาป่า แต่พอมีโครงการป่าชายเลนเพื่อคาร์บอนเครดิต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ก็สนองนโยบายนำพื้นที่ป่าไปเสนอภาคธุรกิจ ซึ่งทช.ก็นำโครงการฯ ไปอธิบายกับชุมชนไม่หมด ไม่เป็นธรรม สัญญาเบื้องต้นมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นกับชาวบ้านแน่ ๆ เพราะเขียนว่าถ้าขายคาร์บอนได้แล้ว สมมติว่าได้มา 100 บริษัทได้ 70 ชุมชนได้ 20 ทช. 5 ท้องถิ่น 5 เรื่องนี้แย่มากใครเป็นผู้กำหนดให้คนฟื้นฟูป่าตัวจริงได้แค่ 20 แล้วบริษัทมาจากไหนได้สัดส่วนไป 70 ที่มากกว่านั้นสัญญาเขียนว่า การกระทำใด ๆ ต่อจากนี้จะทำอะไรในป่า ชุมชนต้องบอกบริษัท และถ้าได้ประโยชน์อะไรจากป่าเพิ่มเติม ส่วนที่ได้ก็ต้องแบ่งให้บริษัท สิทธิชุมชนถูกริดรอนไป

เรื่องนี้จะต้องย้อนกลับไปว่าการปลูกป่าช่วยแก้เรื่องโลกร้อนได้จริงไหม เพราะจากที่อาจารณ์ประสาท มีแต้ม คำนวนก็บอกว่าต่อให้เราปลูกป่าอีกมากแค่ไหน ก็แก้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้ หมาความว่าระบบตลาดคาร์บอน คือเครืองมือของกลุ่มทุนเพื่อให้ปล่อยมลพิษได้ต่อไปใช่หรือไม่” สมบูรณ์กล่าว

ความเป็นธรรม กลไกการเงิน และการปรับตัว

“COP29 ที่เป็น COP ที่เกี่ยวกับการเงิน แล้วจะทำอย่างไรให้ Climate Finance หรือการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มันยุติธรรมมากขึ้น สิ่งสำคัญ Climate Finance จะต้องจริงใจก่อน แต่สิ่งนั้นยังคงไม่เกิด ตอนนี้หลัก ๆ ที่เงินจะไปลงคือ การบรรเทา การปรับตัว และสิ่งเสียหายจะจัดการอย่างไร ซึ่งที่มันไม่จริงใจก็เพราะว่าเงินมันยังไม่ลงไปในที่ที่ควรไป ให้คนที่ควรจะได้ เพราะตอนนี้เงินไปลงที่การบรรเทามากที่สุดกว่า 90% เหมือนเราติดโควิดแล้วมารักษาบรรเทาตัวเอง แต่ถ้าอยากให้แต่ละประเทศอยู่รอดได้ด้วยตัวเองไม่ต้องมาเป็นหนี้ ไม่ต้องมารับเงินต่อต้องลงเงินไปที่การปรับตัวให้มากซึ่งเหมือนกับการเป็นโควิดและเราหาวัคซีน การปรับตัวทำได้โดยการปรับโครงสร้างพื้นฐานให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่เงินลงส่วนนี้น้อยมาก ซึ่งส่วนหนึ่งคาดว่าเพราะการให้เงินส่วนนี้จะเป็นการให้เปล่า

แล้วจะทำอย่างไรให้มี climate finance ที่จริงใจ ส่วนตัวเห็นด้วยกับคำว่า no deal better than bad deal อย่างกรณีเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่ไม่บรรลุข้อตกลงและไม่ยอมรับ deal ไม่ดีก็ไม่รับไปคุยกันใหม่เลย ถ้าจบแบบไม่ดีก็ไม่เอา

ต่อไปการประชุม COP ต้องปฏิรูปเปลี่ยนวิธีการจัดซึ่งที่ผ่านมาผู้จัดงานกลับเป็นประเทศค้าน้ำมันมันเป็นไปได้อย่างไร 

นอกจากนี้ก็ต้องมีการกำหนดเป้าหมายการเงินที่ชัดเจนว่าจะให้ใคร ให้ทำอะไร ให้เท่าไหร่ จะได้ไม่ต้องมาทวงหนี้กันตลอดเวลา

ขณะที่อีกสิ่งที่สำคัญคือทุกภาคส่วนของรัฐต้องมาทำงานเรื่อง Climate ร่วมกัน อย่างเรื่องฟอสซิลก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องการผลิตพลาสติกเลยทั้ง ๆ ที่การผลิตพลาสติกกว่า 90% ทำมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งมองว่าถ้าแก้เรื่อง cliamte แล้วยังทำเป็น sector ยังไงก็แก้เรื่องนี้มันต้องเข้าไปอยู่ในทุกนโยบายของรัฐ” ศลิษา ไตรพิพิธสิริวัฒน์ นักรณรงค์อาวุโส มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) กล่าว

บทบาทเยาวชนอีกส่วนที่ต้องทำให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลต่อทุกคน แต่หากพูดถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ กลุ่มหนึ่งที่อาจจะถูกละเลยคือเยาวชนซึ่งต้องทำให้ถูกรับฟังมากขึ้น

ในประเด็นดังกล่าว สิปโปทัย เกตุจินดา Knowledge Management Team เครือเยาวชนระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพประจำประเทศไทย (GYBN Thailnd) และหนึ่งในคณะผู้แทนไทยในการประชุม COP29 กล่าวถึงความจำเป็นของการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการกำหนดนโยบายเพื่อแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อทุกคนแต่เด็กและเยาวชนต้องแบกรับผลกระทบหนักที่สุดในระยะยาว การเข้ามามีส่วนร่วมของเยาวชนในเวทีต่าง ๆ จึงจำเป็นอย่างมากเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา การสนับสนุนให้เยาวชนเป็นผู้นำโครงการด้านสภาพภูมิอากาศจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“เยาวชนก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เราแทบไม่มีส่วนร่วมเลย” สิปโปทัย กล่าว

พรชิตา ฟ้าประทานไพร เยาวชนจากหมู่บ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ที่มีทบบาทในการคัดค้านเหมืองถ่านหินในพื้นที่แสดงความเห็นเช่นกันว่า ที่ผ่านมาเยาวชนยังมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมและวิถีชีวิตของของตัวเองน้อยเกินไป ทั้ง ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการนโยบายต่าง ๆ ซึ่งถ้าคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายหรือนโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Climate Change พรบ.แร่ หรือในเรื่องกฎหมายคาร์บอนก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก

มุมมองจาก “เครือข่ายเกษตรอินทรีย์”

“เรามองว่าเกษตรกรก็อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่จะได้รับผลกระทบกับการแปรปวนของสภาพอากาศ แต่ว่าถ้ามาพูดกับเกษตรเรื่องโลกร้อนเขาก็อาจจะมองว่ามันไกลตัว  แต่ถ้าพูดว่าอากาศเปลี่ยนไปทุกคนจะรู้สึกได้ อย่างตอนนี้ไม่หนาวแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นฤดูหนาว 

เกษตรกรก็ถือว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมาก ถ้าอากาศเปลี่ยนแปลงขึ้นมาผลผลิตหายหมดเลย อย่างช่วงหน้าร้อนปีที่แล้วที่อากาศเปลี่ยนแปลงร้อนมากกว่าเดิมเรากระทบหนักเลย 

เกษตรกรก็เป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว รายได้เกษตรกรต่อปีในอุบลฯ ไม่ถึงแสน หลักพันต่อเดือนด้วยซ้ำ การจะทำให้เราปรับตัวรับมือโลกรวนก็ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเลย  

เราจึงเสนอว่ารัฐควรให้ทุนสนับสนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่สำคัญที่รัฐต้องส่งเสริมและให้ทุนสนับสนุน” คนึงนุช วงศ์เย็น เครือข่ายเกษตรอินทรีย์กินสบายใจ จ.อุบลราชธานี กล่าว 

หลากข้อเสนอสู่ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ

“การปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเป็นวาระร่วมของทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนและรัฐบาลซึ่งต้องให้ความสำคัญเป็นอับดับแรกเพราะหากไม่รีบตอนนี้โลกของเราคงรับความเสี่ยงต่อไปไม่ใหวแล้ว” คนึงนุช กล่าว

ด้านตัวแทนจาก EJF กล่าวว่าสิ่งที่อยากเห็นคือการขยับมากขึ้นของหน่วยงานภาครัฐ

“เราเห็นว่าถ้ารัฐไหนสู้เพื่อประชาชนมาก คนของเขาก็จะได้ประโยชน์ จึงอยากเห็นภาครัฐเต็มที่เช่นกัน และอยากถามว่าภาครัฐตอนนี้ทำอะไรไปบ้างเพื่อให้ไทยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

นอกจากนี้มีการพูดคุยว่าจะต้องขยายฐานคนที่เอาเงินมาลงในกองทุนด้วยดีหรือไม่ อย่างไทยที่ก่อและกระทบด้วย หรือระหว่างรอเงินที่จะเอามาลง เราขยับทำอะไรได้บ้างไหมเอาเงินงบประมาณที่เรามีมาจัดการก่อนได้หรือไม่” ตัวแทนจาก EJF กล่าว 

ผอ.กรีนพีซประเทศไทยกล่าวว่า จากที่ติดตามเรื่องนี้มาหลายปี ก็ยังยืนยันว่าถ้าจะอยู่รอดให้ได้ก็ต้องเก็บฟอสซิลไว้ใต้ดินมันไม่มีทางอื่น ส่วนเรื่องคาร์บอนเครดิตก็ต้องเถียงกันต่อไป

สอดคล้องกับ วนันที่มองว่า ณ จุดนี้ต้องหยุดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้แล้ว ส่วนจะหยุดอย่างไรก็มีหลายทางให้ทำ อย่างไรก็ตามต่อให้หยุดแล้วโลกก็จะยังร้อนอยู่ดี เรื่องของการปรับตัวจึงสำคัญเพิ่มเงินตรงส่วนนี้ให้มากก่อนจะสูญเสียมากกว่านี้ 

ขณะที่เรื่องคาร์บอนเครดิตมองว่าชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ทางออกที่ต้องทำคือลดที่ตัวการอย่างการใช้ฟอสซิล

“นอกจากนี้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรจะต้องมีการพูดคุยกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่อยู่แค่ภาคพลังงานเหมือนปัจจุบัน ตอนนี้ต้องเอากลุ่มอื่น ๆ เข้ามาบ้างได้แล้วทั้งกลุ่มเยาวชน เกษตรกร ชนเผ่า แรงงาน ทำอย่างไรให้เกิดการพูดคุยกันได้” วนัน กล่าว

Source: https://greennews.agency/?p=39667